สาเหตุที่ทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็ว และ วิธีการดูแลรักษา

หลายคนที่มีรถยนต์และขับใช้งานอยู่เป็นประจำก็อาจจะไม่เคยรู้ถึงปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ยิ่งใหญ่ที่มองข้ามกันไปไม่ได้เลย อย่างเรื่อง แบตเตอรี่รถเสื่อม แบตเตอรี่หมดอายุ ซึ่งเรื่องพวกนี้นี่เกิดขึ้นได้กับทุกคนจริง ๆ

บางทีการใช้งานรถยนต์ในแต่ละวันของเราก็อาจจะเผลอมองข้ามสัญญาณเตือนเล็ก ๆ ที่กำลังบอกกับเราว่า แบตเตอรี่รถเสื่อม หรือ แบตเตอรี่หมดอายุ ทำให้ต้องเจอกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างแบตหมดกลางทาง จะกลับบ้านก็ไม่ได้ จะไปต่อก็ไม่ถึง บางทีเป็นผู้หญิงขับมาตัวคนเดียวแบตหมดในที่เปลี่ยว ๆ แบบนี้ก็อันตรายสุด ๆ เพราะฉะนั้นทางที่ดี

เรามาหัดสังเกตกันดีกว่าว่า แบตเตอรี่รถเสื่อม แบตเตอรี่หมดอายุ และ วิธีการดูแลแบตเตอรี่ เนี่ย เค้าทำกันยังไง จะได้รู้ตัวทันก่อนจะขับออกไปไหนไกล ๆ นั่นเอง

 

 

แบตเตอรี่หมดอายุ ดูกันยังไง ?

คนที่เพิ่งซื้อรถมาได้ไม่นานก็คงหมดห่วงกับเรื่อง แบตเตอรี่รถเสื่อม ไปได้เยอะเลยล่ะ เพราะอายุการใช้งานของแบตเตอรี่รถยนต์เนี่ย จริง ๆ แล้วอยู่ที่ประมาณ 1 ปีครึ่ง – 2 ปี หรือบางคนถ้าดูแลดี ๆ ก็สามารถลากยาวไปได้ถึง 4 ปี ได้อย่างไม่ยากเลย

ซึ่งพอใช้งานผ่านพ้นระยะปลอดภัยใน 2 ปีแรกมาแล้ว เราก็ต้องคอยสังเกตว่าแบตเตอรี่รถยนต์ของเราเสื่อมสภาพลงไปรึเปล่า โดยขั้นตอนการเช็คก็ง่าย ๆ ขอแค่มีมิเตอร์วัดโวลท์ที่ใช้วิเคราะห์ระบบไฟในรถก็สามารถตรวจเช็คได้แล้วล่ะ (หาซื้อได้ตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปเลยนะ)

ซึ่งค่าแบตเตอรี่ปกติเวลาดับเครื่องจะอยู่ที่ประมาณ 12 โวลท์ ถ้าต่ำกว่านี้แสดงว่า แบตเตอรี่หมดอายุ แล้ว เพราะเก็บไฟไม่อยู่

อีกวิธีที่สามารถเช็คดูได้ว่า แบตเตอรี่หมดอายุ รึเปล่า ให้ดูค่าแบตเตอรี่หลังจากที่จอดรถทิ้งไว้ 4 – 6 ชั่วโมงเป็นต้นไป ถ้าได้ต่ำกว่า 12 โวลท์ เช่น 11.5 – 11.9 แสดงว่าแบตเตอรี่เริ่มเสื่อมแล้วล่ะ ยิ่งถ้าต่ำกว่า 11.5 โวลท์นะถือว่าอันตรายสุด ๆ เพราะอาจทำให้รถสตาร์ทไม่ติดได้ ทางที่ดีควรหาแบตเปลี่ยนให้ไวเลย

 

แบบไหนที่เรียกว่า แบตเตอรี่รถเสื่อม?

หลังจากที่ทำความเข้าใจเรื่องของ แบตเตอรี่หมดอายุ กันไปแล้ว คราวนี้มาดูกันดีกว่าว่า แบตเตอรี่รถเสื่อม เนี่ยมันเป็นยังไง อาการมันจะฟ้องเจ้าของรถออกมาแบบไหน เราจะได้วางแผนเตรียมรับมือกับค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนใหม่ได้ทัน ซึ่งข้อสั่งเกตนั้นก็ง่าย ๆ โดยเริ่มดูจาก…

  • 1. ตอนเช้าตื่นมารถจะสตาร์ทติดยาก กว่าจะติดได้ต้องรอรถแช๊ะๆๆๆๆ อยู่แบบนั้นหลายรอบ ถ้าเกิดอาการนี้ขึ้นเมื่อไหร่ให้กำเงินรอไว้ได้เลย อีกไม่เกิน 3 เดือนได้เปลี่ยนแบตลูกใหม่แน่นอน เพราะ แบตเตอรี่รถเสื่อม แล้วล่ะ
  • 2. ไฟหน้าไม่ค่อยสว่าง จากที่เคยส่องสว่างชัดสดใสอย่างกับหลอด LED พอมาดูทีนี้มันหมองซะมองไม่เห็นขอบถนน แบบนี้ก็ให้สันนิษฐานได้เลยว่าเข้าข่าย แบตเตอรี่รถเสื่อม ไปอีกข้อนึงแล้ว
  • 3. กระจกไฟฟ้าขึ้นช้า ลงช้า นี่ก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่จะช่วยให้เราสังเกตได้ว่า แบตเตอรี่รถเสื่อม รึเปล่า
    ซึ่งนอกจาก 3 ข้อนี้แล้วก็มีจุดยิบจุดย่อยต่าง ๆ อีกมากมายที่จะชี้ให้เห็นว่าแบตเตอรี่รถเรามันเสื่อมลงแล้วจริง ๆ เช่น ต้องเติมน้ำกลั่นบ่อย ๆ ไดสตาร์ทไม่ทำงาน แผ่นธาตุภายในบวม หรือน้ำกรดภายในลดลงต่ำกว่าแผ่นธาตุ ถ้าเกิดอาการเหล่านี้มันฟ้องเมื่อไหร่ก็หันหัวเลี้ยวเข้าร้านแบตเตอรี่ได้เลย

 

สาเหตุที่ทำให้ แบตเตอรี่รถเสื่อม และ วิธีการดูแลแบตเตอรี่

และแล้วก็มาถึงหัวข้อสุดท้ายกับ วิธีการดูแลแบตเตอรี่ ให้ดี อยู่ทน อยู่นาน ให้เราได้ใช้งานกันไปยาวๆ ซึ่งก่อนจะพูดถึง วิธี การดูแลแบตเตอรี่ เราก็ต้องมารู้ถึง 4 สาเหตุที่ทำให้ แบตเตอรี่รถเสื่อม กันก่อน นั่นก็คือ…

  • 1. อุณหภูมิในห้องเครื่องสูง
  • 2. รถไม่ค่อยได้ใช้งาน จอดไว้เฉย ๆ
  • 3. เปิดไฟหรือเครื่องเล่นซีดีทิ้งไว้นาน ๆ โดยไม่ติดเครื่อง
  • 4. จอดรถสตาร์ทเครื่องไว้บ่อย ๆ

ซึ่ง วิธีการดูแลแบตเตอรี่ นั้นก็ไม่มีอะไรมาก ถ้าทำได้ครบตามนี้ล่ะก็ รับรองว่าแบตเตอรี่รถยนต์ของเพื่อน ๆ จะมีอายุการใช้งานที่ยาวนานและมีประสิทธิภาพ คุ้มค่ากับเงินที่ลงทุนไปแน่นอน!

  • 1. ทำความสะอาดสายไฟ ทั้งขั้ว + ขั้ว – และแบตเตอรี่ด้วยน้ำอุ่น แล้วเช็ดให้แห้งอยู่เสมอ
  • 2. ทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่ด้วยการทาวาสลินเพื่อป้องกับขี้เกลือ
  • 3. เช็คน้ำกลั่นไม่ให้ขาดหรือแห้ง
  • 4. ตรวจวัดระดับกระแสไฟแบตเตอรี่ประจำ
  • 5. ห้ามสูบบุหรี่ตอนเช็คแบตเตอรี่เป็นอันขาด เพราะอาจเกิดระเบิดได้

วันนี้ทุกคนก็คงได้ทราบข้อมูลการดูแลแบตเตอรี่รถยนต์ การเช็คแบตหมดสภาพ แบตเสื่อม และสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้นกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทีนี้ก็ไม่ต้องกลัวเรื่องแบตหมดกลางทาง ตัดปัญหาความอันตรายทั้งหลายทั้งปวงไปได้สักที แล้วอย่าลืมหมั่นตรวจสอบสภาพแบตเตอรี่กันบ่อย ๆ ด้วยนะครับ!

mechanic